แนวทางการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูของลองกอง
 
           1. หนอนชอนเปลือกลองกอง
           เป็นหนอนที่ผู้ปลูกลองกองประสบปัญหากันมาก หากหนอนชนิดนี้เข้าทำลายมากๆ จะกระทบกระเทือนต่อผลผลิต

หนอนกินใต้เปลือกลองกองมีด้วยกัน 5 ชนิดคือ

           -หนอนชอนเปลือกขนาดใหญ่ (Cossus chloratus)
           หนอนโตเต็มที่ยาว 10 มิลลิเมตร วงจรชีวิต 119-171 วัน วางไข่เป็นกลุ่มๆ ละ 50-180 ฟอง มีลักษณะกลม สีขาวขุ่น
หนอนลอกคราบ 12 ครั้ง อาศัยกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือกต้นลองกองลึกประมาณ 20-80 มิลลิเมตร
หนอนชอนเปลือกขนาดใหญ่
หนอนชอนเปลือกขนาดใหญ
           -หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง (Prasinoxena sp.)
          ตัวหนอน สีขาวขุ่นหรือน้ำตาลอ่อน ส่วนหัวมีขนาดเล็กกว่าลำตัว บนลำตัวมีจุดสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำปล้องละ 1 คู่
หนอนเคลื่อนไหวค่อนข้างไวและรวดเร็ว กัดกินทำลายเปลือกไม้และใช้เศษมูลหนอนทำเป็นทางเดินหลวมๆ เมื่อถูกรบกวน
ตัวหนอนจะชักใยและทิ้งตัวลงสู่พื้นดินทันที
หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง
หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง (Prasinoxena sp.)
           -หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง (Labdia semicoccinea) (Stainton)

          หนอนมีสีของลำตัวค่อนข้างขาวใสค่อนข้างบอบบางมองเห็นอวัยวะภายใน ส่วนหัวและส่วนท้ายสีน้ำตาล หนอนเข้า

ทำลายและอาศัยอยู่ใต้เปลือกลองกอง

          
หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง
หนอนชอนเปลือกขนาดกลาง (Labdia semicoccinea) (Stainton)ู
           -หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก (Decadarchis sp.)
          หนอนมีลำตัวทรงกระบอกคล้ายหนอนแมลงวันขนาดเล็กรูปร่างบอบบาง สีขาว ส่วนหัวสีน้ำตาล ส่วนใหญ่มักพบ
เข้าทำลายกัดกินอยู่บริเวรกิ่ง จะเห็นรอยเป็นสะเก็ดนูนๆ สีดำ เมื่อแกะออกดูพบหนอนอยู่ภายในจะดีดและทิ้งตัวลงสู่พื้นดินทันที
หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก
หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก (Decadarchis sp.)
           -หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก (Hypatima sp.)  
           ตัวหนอนลำตัวยาว 8-10 มิลลิเมตร มีแถบขาวสลับสีชมพูประมาณ12 แถบ คาดขวางลำตัว หนอน ส่วนใหญ่มักพบเข้า
ทำลายบริเวณกิ่ง
หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก
หนอนชอนเปลือกขนาดเล็ก (Hypatima sp.)
           การป้องกันกำจัด
          - ตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มให้มีแสงที่เหมาะสมไม่ทึบจนเกินไป รักษาความชุ่มชื่นใต้โคนต้น โดยการปลูกพืชคลุมดิน เช่นหญ้า
วัชพืชหรือพืชตระกูลถั่ว ช่วยลดการเข้าทำลายของหนอนชอนเปลือกลงได้
          - ใช้ไส้เดือนฝอยสำเร็จรูป (Steinernema carpocapsae) ฉีดพ่นควบคุมหนอนชอนเปลือกได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อจำกัด
เช่น แหล่งจำหน่าย การเก็บรักษา และเทคนิคในการใช้
          - หาวิธีการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ มดคัน มดง่าม และมดแดง แมลงหางหนีบ เพื่อช่วยในการกำจัดหนอนชอนเปลือก
          - การใช้สารสกัดน้ำหมักชนิดต่างๆ เช่น พืชสมุนไพรกำจัดแมลงหมักกับกากน้ำตาลในสูตรต่างๆ นำมาผสมน้ำฉีดพ่นตามคำแนะนำ
โดยพ่นประมาณ 2-3 ครั้งห่างกัน 10-15 วัน เมื่อพบมีการระบาดมาก จะช่วยลดการเข้าทำลายหนอนชอนเปลือกได้
          - การใช้สารเคมีฆ่าแมลงให้ผลไม่คุ้มค่า และยังมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเช่น ศัตรูธรรมชาติชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ ได้แก่
นก และกระแต และ แมลงชนิดต่างๆ เป็นต้น
          ข้อสังเกต หนอนชอนเปลือกลองกองมักจะไม่ทำให้ต้นลองกองตาย แต่อาจทำให้ผลผลิตลดลงและมีคุณภาพต่ำ
มักพบระบาดในสวนลองกองที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งวิธีการแก้ไขโดยการใส่ปุ๋ยและให้น้ำที่เพียงพอ ก็จะทำให้ต้นลองกอง
แข็งแรงสามารถทนทานต่อการเข้าทำลายของหนอนชอนเปลือกไดั
           2. หนอนเจาะลำต้นกิ่งลองกอง
           เป็นแมลงศัตรูลองกองชนิดใหม่พบการระบาดมากในปี 2550 ในสวนลองกองจังหวัดสตูล ปัตตานี และสงขลา เข้าทำลาย
ต้นลองกองตายลงเป็นจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว จนไม่สามารถเยียวยารักษาได้ทัน มีการทำลายทั้งบริเวณลำต้นและกิ่ง  
           หนอนเจาะเข้าทำลายบริเวณโคนต้นหรือกิ่ง อาศัยกัดกินเนื้อไม้อยู่ภายในแกนกลาง แล้วเจาะรูออกมาเป็นระยะๆ ห่างกัน
8-10 นิ้ว ตลอดแนวกิ่ง อาศัยอยู่ในนั้นจนเข้าดักแด้ และเมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะเจาะออกมาภายนอกในเวลาต่อมา
           การทำลายรอบโคนและลำต้นสูงขึ้น หนอนมีลำตัวสีขาวค่อนข้างใส อาศัยกัดกินเนื้อไม้อยู่ใต้เปลือก เป็นร่องลึก 0.5-1.0 เซนติเมตร
ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกทำลาย ต้นลองกองเกิดอาการขาดน้ำ ใบเหี่ยวเป็นสีน้ำตาลแห้งติดคาต้น และต้นยืนแห้งตาย
อาจพบโรคและแมลงศัตรูอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำ
           การป้องกันกำจัด
          - ควรหมั่นตรวจดูแปลงและสังเกตรอยเจาะรูเข้าทำลายบนต้นและกิ่งอยู่เสมอเมื่อพบอาการผิดปกติ ควรตัดแต่งกิ่ง
ที่ถูกทำลายทิ้งเสีย
          - การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดควรใช้อย่างระมัดระวัง ได้แก่ สารเคมี อิมิดาโคลพิด ใช้พ่นบริเวณโคนต้นที่พบรอยควั่นในอัตรา
ที่แนะนำและสารเคมีคลอไพรีฟอส ในอัตราเข้มข้นฉีดเข้าบริเวณรอยเจาะรูปริมาณ 3-5 ซีซี
           3. หนอนชอนใบ
           เป็นหนอนขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ตัวสีเขียวอ่อน ชอบกัดกินชอนไชใบอ่อนของลองกองที่เป็นสีเขียว
ส่วนมากทำลายเฉพาะหน้าใบ สามารถซ่อนตัวอยู่ระหว่างโครงร่างของใบ สามารถดึงขอบใบอ่อนของลองกองมาห่อตัวเองและกัดกิน
ใบลองกองได้ เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ถ่ายเส้นใยทิ้งตัวจากใบลองกองสู่พื้นดินได้อย่างรวดเร็ว บริเวณที่ถูกหนอนทำลายจะแห้ง
ตัวหนอนเมื่อโตเต็มที่จะเข้าดักแด้อยู่บริเวณโคนใบลองกองที่ถูกทำลาย ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดเล็ก มีความยาว 1 เซนติเมตร
มีสีเทา มักจะบินวนเวียนอยู่บริเวณทรงพุ่มของลองกอง
           การป้องกันกำจัด
           เนื่องจากตัวหนอนชนิดนี้จะทำลายเฉพาะใบอ่อน ดังนั้นในช่วงที่ลองกองแตกใบอ่อนควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ มักจะ
ทำลายรุนแรงกับต้นลองกองก่อนผลแตก หากปลูกในปริมาณน้อยและหนอนกัดกินไม่มากนักสามารถใช้มือแกะใบที่หนอนทำลาย
แล้วจับตัวหนอนมาฆ่าได้ง่าย และยังเป็นการคลี่ใบที่ม้วนห่อตัวหนอนออกให้เจริญได้ตามปกติ ส่วนการใช้สารเคมีฉีดพ่นควรฉีดพ่น
ในช่วงที่ลองกองแตกใบอ่อนทุกครั้ง จะป้องกันหนอนชอนใบได้ดีกว่าช่วงที่หนอนเริ่มเข้าทำลายแล้ว อาจใช้สารเคมีในกลุ่ม
โมโนโครโตฟอส เช่น นูวาครอน พาราโซล อโซดริล หรือสารเคมีในกลุ่มคาร์โบซัลเฟต เช่น พอสซ์ ตามอัตราส่วนที่กำหนด นอกจากนี้
การนำมดแดงไปปล่อยในช่วงที่แตกใบอ่อนก็สามารถควบคุมการทำลายของหนอนชนิดนี้ได้ดีพอสมควร
           4. ผีเสื้อมวนหวาน
           เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ ตัวเต็มวัยเมื่อกางปีกออกมีขนาด 8.5-9 เซนติเมตร สามารถบินได้ไกล ปีกคู่หน้ามีสีน้ำตาลปนเทา
ปีกคู่หลังมีสีเหลือง ขอบปีกด้านนอกสีดำ ตรงกลางมีแถบสีดำ 1 อัน มีปากเป็นงวงแข็ง ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ครั้ง
ละ 200-300 ฟอง ระยะไข่ 5-7 วัน ระยะตัวหนอน 12-21 วัน ตัวหนอนมีสีน้ำตาลปนดำหลังจากโตเต็มที่จะเข้าดักแด้ตามใบ
โดยใช้ใบห่อหุ้มดักแด้ไว้ 10-12 วัน จึงเจริญเป็นตัวเต็มวัย
           ลักษณะการทำลาย ตัวเต็มวัยจะใช้งวงปากแข็ง เจาะดูดกินผลลองกองสุก มีรอยเป็นวงสีน้ำตาล มีน้ำเยิ้มออกมา
ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นจากต้น
ผีเสื้อมวนหวาน
ผีเสื้อมวนหวาน
           การป้องกันกำจัด
          - ห่อผลด้วยถุงผ้ารีเมย์ เพื่อป้องกันการเข้าทำลาย
          - ใช้วิธีรมควัน และโรยผงกำมะถัน ในตอนพลบค่ำ
          - จับตัวเต็มวัยช่วงเวลา 20.00-22.00 นาฬิกา โดยใช้ไฟฉายส่องแล้วโฉบด้วยสวิง
          - ใช้กรงดักจับ โดยสูงจากพื้น 20-30 เซนติเมตร และใช้สับปะรดล่อด้านล่าง
          - ฉีดพ่นคาร์บาริล อัตรา 2 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
           5. แมลงวันทอง
           ตัวเต็มวัยจะมีลักษณะคล้ายและขนาดเท่ากับแมลงวันบ้าน จะแตกต่างกันที่สีคือ แมลงวันบ้านมีสีดำ ส่วนแมลงวันทองจะมีสีทอง
โดยเฉพาะที่ปีกมีสีทองเห็นได้ชัด ตัวเต็มวัยทั้งตัวผู้และตัวเมียมีขนาดใกล้เคียงกัน ขนาดลำตัวเมื่อโตเต็มที่ 12-13 มิลลิเมตร ตัวผู้ปล้อง
ท้ายสุดกลม ส่วนตัวเมียก้นแหลม เพราะมีส่วนของอวัยวะวางไข่สำหรับแทงลงไปในผลลองกอง ตัวเมียตัวหนึ่งจะวางไข่ได้ประมาณ
100-575 ฟอง ไข่มีขนาดเล็กรูปร่างยาวรี สีขาว ขนาด 1.2 มิลลิเมตร อายุ 24-36 ชั่วโมง จึงเป็นตัวหนอน หนอนมีลักษณะหัวท้ายแหลม
สีขาวอมเหลือง อายุ 5-9 วัน จึงเข้าระยะดักแด้ ดักแด้มีขนาด 1-1.5 มิลลิเมตร หัวท้ายมน สีน้ำตาลอ่อน อายุ 5-9 วัน จึงเจริญเป็น
ตัวเต็มวัย ระยะตัวเต็มวัยประมาณ 1-2 เดือน
           ลักษณะการทำลาย โดยตัวเมียจะใช้อวัยวะแหลม ๆ ที่ก้นแทงเข้าไปในเปลือกผลลองกองทั้งระยะผลอ่อนและผลแก่ หรือใต้
ผิวเปลือกผลลองกองที่แตก แมลงวันทองจะวางไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนแล้วหนอนจะชอนไชกัดกินอยู่ภายในผลลองกอง ไม่ค่อยเห็น
ร่องรอยการทำลายจากภายนอก ถ้าเป็นกับผลอ่อนจะทำให้ผลร่วง ส่วนผลแก่จะมีหนอนอยู่ข้างใน ไม่สามารถนำมารับประทานได้
แมลงวันทอง
แมลงวันทอง
           การป้องกันกำจัด
          - พรวนดินบริเวณรอบโคนต้นเพื่อทำลายดักแด้เพราะหนอนพวกนี้จะเข้าดักแด้อยู่ในดิน แต่การพรวนอาจทำให้รากเสียหายได้
          - เก็บรวบรวมผลที่เน่าและร่วงหล่นลงบนดินไปเผาหรือฝัง
          - ห่อผลด้วยกระดาษสีแดง น้ำเงินและน้ำตาล เพื่อป้องกันแมลงวันทองวางไข่
          - ทำเหยื่อพิษล่อแมลงวันทอง และใช้กับดัก ภายในกับดักใช้สำลีชุบสารเมธิลยูจินอลและยาฆ่าแมลงพวกมาลาไธออน
นำไปแขวนไว้ในสวนเพื่อล่อให้แมลงวันทองตัวผู้เข้าไปในกับดัก
           6. ค้างคาว
           นับเป็นศัตรูที่สำคัญของลองกองในช่วงผลกำลังจะสุก ค้างคาวเป็นสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่บินได้จริง ๆ
เพราะมีกระดูกนิ้วที่ยาวและมีหนังเป็นพืดขึงตลอดระหว่างกระดูกนิ้วมันคล้ายปีก มีกล้ามเนื้อบ่าที่ทรงพลังที่สามารถกระพือปีกนี้ได้
มีขนสีเทานุ่มเหมือนไหมปกคลุมลำตัวบริเวณตอนบนและหัวจะมีสีน้ำตาลปนแดง หัวใหญ่ จมูกทู่ หูเป็นรูปสาม เหลี่ยม มีฟันที่แหลม
และคมมาก ตาโปนใหญ่ ค้างคาวชนิดที่ทำลายผลลองกองเป็นค้างคาวหนู กลางวันจะหลบซ่อน พอตกกลางคืนก็จะออกบินหากิน
มีหูและตาเป็นอวัยวะสำคัญที่กำหนดทิศทางในการบิน
           ลักษณะการทำลายของค้างคาว ในเวลากลางคืนจะบินออกกัดกินน้ำหวานในผลลองกองที่กำลังจะสุก ด้วยวิธีการข่วน
ด้วยเล็บทำให้ผลลองกองเกิดบาดแผล ซึ่งเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผลลองกองแตกเน่าและร่วงหล่น แต่ค้างคาวไม่ได้ทำให้
ลองกองเสียหายเพียงอย่างเดียว ค้างคาวยังมีประโยชน์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชในเวลากลางคืน ช่วยผสมเกสร และมูลค้างคาว
ใช้เป็นปุ๋ยได้เป็นอย่างดี
ค้างคาว
ค้างคาว
           การป้องกันกำจัด
          - ใช้ตาข่ายที่มีขนาดของตาข่ายโตกว่า 2 นิ้ว ขึงให้รอบสวน
          - ไฟส่องไล่โดยจุดตะเกียงโป๊ะ ตะเกียงเจ้าพายุ หรือใช้หลอดนีออนผูกไว้บริเวณกิ่งภายในลำต้น
          - ใช้กระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ ห่อผลไม้ไว้ให้ค้างคาวกินแทน วิธีนี้สามารถป้องกันค้างคาวกินผลไม้ในสวนได้แต่ต้องใช้แรงงานมาก
จึงไม่เหมาะสมสำหรับสวนขนาดใหญ่ 
 
ที่มา      http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=11694
             http://www.thethaifruit.com/journal.php
 

© Copyright 2010 Agricultural Research Development Agency (ARDA)
e-mail : arda@arda.or.th | tel : 0-2579-7435 | fax. : 0-2579-7235